วันจันทร์ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

วัฒนธรรมการแต่งกาย


วัฒนธรรมการแต่งกาย


          เนื่องจากจังหวัดภูเก็ตเป็นแหล่งทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญ จึงเป็นสิ่งจูงใจให้คนในภูมิภาคต่างๆ อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานในดินแดนแหล่งนี้เป็นจำนวนมาก ซึ่งแต่ละกลุ่มต่างมีขนบธรรมเนียมประเพณีเป็นของตัวเอง ฉะนั้นจังหวัดภูเก็ตจึงจัดเป็นพหุสังคม มีวัฒนธรรมผสมผสานในหลายรูปแบบ แต่สามารถอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขไม่มัปัญหาระหว่างกลุ่มชนทุกคนต่างก็ร่วมแรงร่วมใจกันในการพัฒนาภูเก็ตให้เจริญก้าวหน้าและพัฒนาต่อเนื่องจนถึงปัจจุบันเนื่องจากความหลากหลายของกลุ่มชนที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานในจังหวัดภูเก็ตทำให้วัฒนธรรมและการดำเนินชีวิตของคนในสังคมมีลักษณะที่แตกต่างกันออกไปตามลักษณะพื้นฐานดั้งเดิมของกลุ่มนั้น เช่น กลุ่มชนชาวจีนที่อาศัยอยู่บริเวณถนนถลาง บางเหนียว และอำเภอกะทู้ กลุ่มชนชาวจีนบริเวณนี้จะมีวิถีชีวิตแบบคนจีน มีภาษาพูด มีประเพณี และวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์ของกลุ่มชาวจีนโดยเฉพาะกลุ่มชาวไทยพุทธ อาศัยกระจัดกระจ่ายออกไปนอกตัวเมือง ปะปนอยู่ในหมู่คนจีนบ้างและที่อยู่เป็นกลุ่มเป็นพวก เช่น คนไทยที่บ้านตะเคียน บ้านดอน บ้านพอน บ้านสาคู และบ้านเหรียงเป็นต้นชาวไทยมุสลิม อาศัยอยู่ริมทะเล บริเวณอ่าวมะขาม บ้านกมลา บ้างเทา บ้านคอเอน ฯลฯ นอกจากนี้ยังมีกลุ่มชาติพันธุ์ชาวเลบริเวณบ้านราไวย์ และเกาะสิเหร่ ฉะนั้นการศึกษาถึงลักษณะการแต่งกายของชาวภูเก็ตจะเป็นไปในรูปแบบใด ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตนเพียงอย่างเดียวนั้น คงจะเป็นการยากที่จะเจาะจงลงไปการแต่งกายของชาวภูเก็ต จะต้องนำเอาการแต่งกายของกลุ่มคนชาวภูเก็ตมาประยุกต์เป็นแบบใหม่ที่เป็นที่ยอมรับโดยทั่วกันความเป็นมาของการแต่งกายของชาวภูเก็ต ซึ่งจำแนกตามกลุ่มคนที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานในภูเก็ตได้ดังนี้ กลุ่มชาวจีน กลุ่มแรกนั้นเป็นเป็นจีนโพ้นทะเลซึ่งอพยพมาจากประเทศจีนทางตอนใต้
เนื่องจากความแห้งแล้งจากภัยธรรมชาติ และสงครามกลางเมืองจีน (ราวปลายศตวรรษที่ 18 ต้นศตวรรษที่ 19) ชาวจีนเหล่านั้นส่วนใหญ่เป็นผู้ชายที่ออกมาแสวงโชคส่วนชาวจีนที่เข้ามาทางภาคใต้ฝั่งตะวันตก เป็นกลุ่มชาวจีนฮกเกี้ยนจากเมืองเอ้หมึง มาตั้งถิ่นฐานบริเวณภูเก็ต ตรัง ระนอง เข้ามาในฐานะกุลีรับจ้างทั่วไป ส่วนใหญ่เป็นกุลีเหมืองบ้างก็ประกอบอาชีพประมง การแต่งกายในยุคนี้ก็เป็นการแต่งการของชาวจีนเหมืองทั่วไป  โดยใช้เสื้อผ้าสีดำ หรือนำเงินแก่ เนื้อหยาบ เรียก ผ้าต่ายเสงเนื่องจากชาวจีนเหล่านี้ ส่วนใหญ่ไม่ได้นำครอบครัวมาด้วย เมื่อมีที่อยู่มันคงขึ้น ส่วนหนึ่งจึงสมรสกับผู้หญิงไทยในภูเก็ต บ้างก็เดินทางไปรับครอบครัวมาจากเมืองจีนมาตั้งถิ่นฐานถาวรในภูเก็ต

การแต่งกายชาวจีนในภูเก็ต


  •  ผู้หญิงจะแต่งกายเหมือนผู้หญิงจีนมาก คือ นุ่งกางเกงแพรสีดำ เสื้อคอจีนป้ายข้างกระดุมขัดทำด้วยผ้า (กระดุมป้อหลิว)สวมกำไลหยก มีบางคนที่เคร่งรัดต่อประเพณีจีนมาก ก็จะผูกเท้าให้เล็ก ชาวภูเก็ตเรียกว่า ตีนตุก พิธีแต่งงาน
  •  ผู้ชายจีนในสมัยแรก ยังนิยมไว้ผมเปียยาวแบบชาวเมจู สวมเสื้อหลวมๆ สีดำคลุมทับเสื้อยืดคอกลมสีขาว (เสื้อย่น) บางคนนิยมสวมเสื้อคลุมสีขาว กางเกงนิยม สวมกางเกงจีนหลวมๆ

การแต่งกายของบาบ๋าในภูเก็ต


          บาบ๋า เป็นชื่อเรียกของลูกผสมที่เกิดจากการแต่งงานระหว่างคนจีนกับคนไทยพื้นเมืองสำหรับลูกผสมที่เกิดจากคนจีนกับคนพื้นเมืองในมาเลเซีย จะเรียกผู้ชายว่า บาบ๋า และเรียกผู้หญิงว่า ยอย่า สำหรับในภูเก็ตเราจะเรียกว่าพวก บาบ๋า ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย  การแต่งกายของผู้หญิงบาบ๋าในภูเก็ตนั้นมีวิวัฒนาการการแต่งกายดังนี้ ในสมัยเริ่มแรก ผู้หญิงบาบ๋านิยมแต่งกายด้วยชุดครุย เสื้อครุย มาเลเซียเรียกว่า บาจู บันจัง (Bajaj panjang) เป็นเครื่องครุมยาวครึ่งน่อง ทำด้วยผ้าป่านรูเบีย ผ้าฝ้าย หรือผ้าต่วนนิ่มๆมีสีสันที่หลากหลาย สวมทับเสื้อสันคอตั้งสีขาว แขนยาว ตัวเสื้อมีกระดุม เม็ด และกระดุมปลายแขน 2 เม็ด ทำด้วยทองเรียกว่ากระดุมกิมตู้น นุ่งโสร่งปาเต๊ะ เครื่องแต่งกายชุดนี้นิยมแต่งในโอกาสพิเศษต่างๆทรงผมนิยมทำผมแบบเกล้ามวยสูงหรือเรียกว่า เกล้ามวยชักอีโบย คือ ดึงผมด้านหน้าตึงเรียบ ด้านข้างโป่งออก 2 ข้าง เรียกว่า อีเปง ประดับด้วยดอกไม้ไหว ปักด้วยปิ่นปักผมทองคำหรือนากปนในสมัยต่อม ผู้หญิงบาบ๋าเปลี่ยนแปลงเสื้อเป็นเสื้อแบบ ยอย่า มาเลเซียเรียกว่า เคบายา หรือที่นิยมเรียกกันอีกชื่อหนึ่งว่า ปั่นตึ่งเต้ เป็นเสื้อสั้น ยาวประมาณ สะโพก ไม่เข้ารูปจนเกินไป สวมชั้นเดียว ไม่มีเสื้อตัวในเหมือนชุดครุย เสื้อแบบนี้ในระยะแรกใช้นิยมใช้ผ้าลูกไม้ต่อชายเสื้อและปลายแขน (Kabaya Ranya) ระยะต่อมาใช้สายฉลุชายเสื้อและปลายแขนแทนผ้าลูกไม้ (Kabaya Buki) และนิยมฉลุมากขึ้นไม่เฉพาะที่ชายเสื้อและริมปลายแขน เสื้อจะตัดเขารูปมากขึ้นเครื่องประดับในระยะแรกยังคงนิยมใช้เข็มกลัดชุดที่เรียกว่า โกสัง ต่อมาจึงมีวิวัฒนาการเป็นเข็มกลัดชุดแบบต่างๆ ที่มีขนาดเล็กว่าชุดโกสัง เป็นรูปดอกไม้ใบไม้และรูปสัตว์ต่างๆ สวมกำไลข้อเท้า สวมรองเท้าแตะลูกปัดสำหรับผู้ชายจะแต่งกายแบบสากล สวมสูท ผูกเนคไทด์ รองเท้าหนัง
ทรงผม เป็นแบบทรงลานบิน (สีกั๊กท่าว) ตัดหางเปีย หรือทรงรองทรงเมื่อแต่งอยู่กับบ้าน นิยมสวมกางเกงขายาวหรือขาสั้น สวมเสื้อเชิ้ต หรืออาจเป็นเสื้อยืดคอกลมการแต่งกายของเด็ก เด็กผู้หญิงวัยรุ่นนิยมนุ่งกางเกงชุดเซี่ยงไฮ้ และตึงผ่าว (ชุดยาว) เต่ผ่าว (ชุดสั้น) ส่วนเด็กผู้ชายเล็กๆ ตอนกลางวันมักไม่นิยมสวมเสื้อผ้า นิยมเพียงผ้าคาดอกเป็นรูปสามเหลี่ยม 1 ชั้นเรียกว่า ต้อ และแขนลูกไข่ทองหรือเงินเป็นสร้อยกระพวนหรือเงินคาดสะเอวเด็ก สำหรับเด็กหญิงนิยมใส่ ปิ้ง (จับปิ้ง) ทำด้วยทองหรือเงินหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา การแต่งกายแบบดั้งเดิมหมดไป ความเชื่อและค่านิยมเก่าๆ ค่อยเรือนหายไปจากสังคมชาวภูเก็ต ดังจะเห็นจากวัฒนธรรมการตั้งชื่อของชาวภูเก็ตที่มีเชื่อสายจีน (Baba) ซึ่งจะต้องมีชื่อจีนทุกคน และใช้ชื่อนี้ทั้งที่บ้านและที่โรงเรียน เช่น เมื่อมีลูกผู้หญิงจะนิยมตั้งชื่อว่า บี้โง้ย บี้ห้าย สอจิ้น สอหงีม สอฉิ้ว ลูกผู้ชายก็จะชื่อ เช่งโป้ ฮวดหลาย เฉ่งบ่าน ฮกฉวด ฯลฯ  และนามสกุลก็จะเป็นแซ่ ปัจจุบันยังคงความเป็นจีนบ้าง โดยใช้ชื่อจีนที่บ้าน ที่โรงเรียนใช้ชื่อไทยนามสกุลแบบไทยมากขึ้น ในปัจจุบันจะหาคนชื่อจีนนามสกุลจีนยากมากในสังคมภูเก็ต ยกเว้นชาวภูเก็ตที่มีอายุ 50 ขึ้นไป อาจจะยังเรียกชื่อจีนอยู่บ้าง  ทั้งนี้เนื่องจากคติชาตินิยมสมัย จอมพล ป.พิบูลสงคราม ลูกต่างด้าวเสียสิทธิในการประกอบอาชีพและผลประโยชน์ต่างๆทำให้ชาวภูเก็ตส่านใหญ่ต้องเปลี่ยนมาเป็นไทยทั้งชื่อและนามสกุลแต่บางคนยังคงสกุลเดิมไว้บ้าง เช่น     ลิ่มสกุล เอี๋ยวพานทอง เป็นต้น เพื่อจะได้ทราบแซ่เดิมของตน นอกจากนี้เนื่องจากการคมนาคมกับกรุงเทพฯสะดวกขึ้น ก็มีการโอนสัญชาติมาเป็นไทย เพื่อจะได้สิทธิต่างๆ เท่าเทียมกับคนไทย การแต่งกายก็เป็นแบบสากลไปทั้งหมด อิทธิพลวัฒนธรรมจากภาคกลางเข้ามาแทนวัฒนธรรมจีน มาเลเซีย สิงคโปร์ ค่านิยมการส่งลูกไปเรียนที่ปีนังค่อยๆหมดไป คนภูเก็ตส่งลูกไปเรียนกรุงเทพฯแทนเกือบทุกบ้านนิยมให้ลูกหญิงลูกชายได้รับการศึกษาอย่างเท่าเทียมกัน เป็นการเปลี่ยนแปลงค่านิยมบรรพบุรุษชาวจีนที่ว่า ผู้หญิงเรียนไปก็ไม่มีประโยชน์ ดังนั้นลักษณะการแต่งกายแบบดั้งเดิมซึ่งได้รับอิทธิพลจากชาวจีนจึงหมดไปจากภูเก็ต คงเหลือแต่ชาวภูเก็ตที่แต่งกายสากล และไม่สามารถจำแนกความแตกต่างของคนกลุ่มอื่นๆกับคนไทยได้สะดวกนัก 
กลุ่มคนไทย จัดได้ว่าเป็นคนพื้นเมืองดั้งเดิมกลุ่มหนึ่งในจังหวัดภูเก็ต เมือคนจีนจำนวนมากได้เข้ามาตั้งถิ่นฐานบริเวณบ้านทุ่งคา และที่อำเภอกะทู้ กลุ่มคนไทยก็ปะปนอยู่ในกลุ่มคนจีนเหล่านั้น แต่ไม่ค่อยมีบทบาทในสังคมเศรษฐกิจมากนัก เพราะคนจีนส่วนใหญ่มีฐานะดี สามารถรวมตัวเป็นกลุ่มเป็นก้อนมากกว่า และมีวัฒนธรรมที่แข้งกว่าบทบาทของคนไทยในภูเก็ตจึงมีน้อย ฉะนั้นเมื่อกล่าวถึงการแต่งกายในภูเก็ต ทุกคนจึงมองภาพเฉพาะชุดของชาวจีนมากว่าคนไทยซึ่งเป็นเจ้าของถิ่นเดิม

การแต่งกายของชาวภูเก็ตในชนบท



        คนไทยส่วนใหญ่มักอาศัยอยู่นอกเมืองออกไป เช่น บริเวณบ้านฉลอง บ้านป่าตอง บ้านเคียน บ้านดอน บ้านสาคู อาชีพของชาวบ้านทั่วไปส่วนใหญ่ ทำสวน ทำนา ทำไร่ ร่อนแร่ ฐานะค่อนข้างยากจนหรือพอมมีพอกิน จากการบอกเล่าของนายเลียบ  ชนะศึก ประธานสภาวัฒนธรรมถลาง กล่าวว่า ผู้หญิงค่อนข้างจะมีอายุหรือพอมีพอกิน นิยมนุ่ง           โจงกระเบน คาดเข็มขัดเงิน หรือเข็มขัดหนัง แล้วแต่ฐานะ ผ้าโจงกระเบนเป็นผ้าดำ ผ้าสีทึบ หรือผ้าลายดอกพิกุล เสื้อคอกลม แขนกระบอกไม่รัดรูปมากนัก ถ้าเป็นคนเฒ่าคนแก่ก็จะสวมเสื้อหลวม ๆ (เฉพาะไปวัดไม่สวมรองเท้า ถือเชี่ยนหรือ ตะกร้าหมาก) เด็กผู้หญิงจนถึงผู้หญิงสาว นิยมนุ่งผ้าถุงเป็นผ้าพื้น หรือผ้าลาย แต่เด็กผู้หญิงจะสวมเสื้อคอกระเช้า ส่วนหญิงสาวสวมเสื้อหลวมตามสมัยนิยม ถ้าออกจากบ้านก็สวมเสื้อสามส่วนเข้ารูป ลักษณะการแต่งกายส่วนใหญ่ก็ได้รูปแบบมาจากภาคกลาง ต่อมาเมื่อคนจีนได้เข้ามาในภูเก็ตมากขึ้น  คนไทยส่วนหนึ่งก็เปลี่ยนแปลงรูปแบบการแต่งกายโดยรับเอาการนุ่งโสร่งปาเต๊ะมานุ่งแทนผ้าถุงเดิม แต่ลักษณะเสื้อผ้ายังคงเดิม ผู้หญิงวัยกลางคนจนถึงสูงอายุนิยมกระโจมอกอยู่กับบ้าน  สำหรับเด็ก ๆ นุ่งผ้าถุง ไม่สวมเสื้อ

การแต่งกายของชาวมุสลิม



           กลุ่มคนมุสลิม อาศัยอยู่เป็นชุมชุนที่บ้านเกาะแก้ว บ้านบางเทา บ้านบ่อแร่ บ้านหมากปรก บ้านดอน บ้านพารา เป็นต้น อาจารย์เกษม กูสลามัต อดีตอาจารย์ใหญ่บ้านบางคู ได้ให้ข้อสังเกตเกี่ยวกับแหล่งที่มาของชาวมุสลิมในภูเก็ตว่า มาจากมาเลเซียและอาหรับ มุสลิมชายที่มาจากสายมาเลเซียชาว มักสวมหมวกหนีบสีดำ มุสลิมชายที่มาจากสายอาหรับ มีกสวมหมวกหนีบสีขาว ในปัจจุบันไม่ค่อยสวมหมวกหนีบ เพราะชาวไทยมุสลิมส่วนใหญ่เดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์ ที่ประเทศซาอุดิอารเบีย ได้รับวัฒนธรรมการแต่งกายตลอดจนการสวมหมวก และนำการโพกศัรษะของผู้หญิงเข้ามาด้วย ผู้หญิงอิสลามส่วนใหญ่ใช้ผ้าคลุมผม แต่งกายมิดชิด ปัจจุบันชาวไทยมุสลิมในภูเก็ตส่วนหนึ่งแต่งกายแบบสากล โดยเฉพาะหนุ่มสาวที่ทำงานบริษัทห้างร้านต่างๆ จะแต่งกายเหมือนชาวภูเก็ตทั่วไป